เคล็ดลับการมีผิวที่ดี

หากคุณต้องการที่ผลัดเซลล์ผิว ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน เช่น สครับน้ำตาลทราย เป็นต้น    
ส่วนผู้ที่มีปัญหาเรื่องสิว การใช้สารเคมีผลัดเซลล์ผิวที่อ่อนโยน อย่างเช่น กรดเบต้า-ไฮดรอกซี (BHA)
และกรดอัลฟ่า-ไฮดรอกซี (AHA) จะช่วยในการผลัดสิวเสี้ยน สิวที่อุดตันให้หลุดลอกออกได้ ส่วนผิวที่แห้งในวัยนี้
ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดปกติ   เนื่องจากในช่วงวัย 20
ระดับฮอร์โมนเพศจะสูงกว่าวัยอื่นและต่อมไขมันก็มีการตอบสนองต่อระดับฮอร์โมน ที่สูงมาก
ทำให้มีการผลิตไขมันที่ผิวสูง ซึ่งถือว่า เป็นภาวะปกติในวัยนี้   สภาพผิวที่แห้งในวัยนี้
จึงไม่ต้องเน้นการใช้มอยเจอร์ไรเซอร์บ่อยมากนัก ควรใช้ให้พอประมาณ สำหรับผู้ที่มีผิวมัน
คุณก็ไม่จำเป็นต้องใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ แต่ถ้าเกิดมีผิวแห้งบ้างเป็นครั้งคราว
ควรเลือกใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ที่ปราศจากน้ำมันและมีไขมันในปริมาณต่ำ   ในทางกลับกัน
ถ้าผิวของคุณผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป คุณก็เลิกคิดที่จะใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ในช่วงวัยนี้ได้เลย
และคุณอาจจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดความมันของผิวได้ 
และคุณควรหลีกเลี่ยงการขจัดน้ำมันที่ผลิตจากผิวมากเกินตามธรรมชาติ
ด้วยการหลีกเลี่ยงสบู่ที่มีฤทธิ์การชำระล้างที่รุนแรง  โทนเนอร์ที่มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์ และ
สารที่ก่อให้เกิดผิวแห้ง ช่วงวัย 20 ยังคงประสบปัญหาในเรื่องของสิว ซึ่งผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เหมาะสม
ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำมันหรือมีน้ำมันต่ำ และไม่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน   ในกรณีที่ใช้แล้วยังคงเกิดสิว
ก็คงต้องจริงจังกับการรักษาสิวได้แล้ว
เคล็ดลับผิวนุ่มน่าถนอม
-ดื่มน้ำให้มาก ๆ ในแต่ละวันคุณควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว โดยให้ดื่มเรื่อย ๆ ตลอดทั้งวัน
น้ำที่ดื่มควรเป็นน้ำสะอาด
-ออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะทำให้เกิดการขับเหงื่อ
และในขณะเดียวกันยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นของผิวหนังเอาไว้ได้จากการกระ ตุ้นต่อมผลิตไขมัน
การออกกำลังกายจึงช่วยรักษาสุขภาพผิวและคงความชุ่มชื้นของผิวหนัง นอกจากนี้
ยังช่วยให้การหมุนเวียนของเลือดเพิ่มขึ้นอีกด้วย
-ใช้ครีมบำรุงผิวเป็นประจำ หากเป็นผิวกายก็ควรจะต้องบำรุงอย่างต่อเนื่องจึงจะเรียบเนียนเห็นผลแบบ ผิวหน้า
โดยควรทาหลังอาบน้ำเช้าและก่อนนอน นี่คือวิธีที่จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิวเป็นอย่างดี
-สครับผิวเพื่อเผยผิวใหม่ เป็นการขจัดเซลล์ที่ตายแล้วให้ออกไปจากผิวของเรา
โดยการใช้สครับที่เหมาะกับสภาพผิวอาจเลือกใช้สครับสำเร็จรูปแบบที่ขายทั่วไป อาจใช้ใยบวบขัดเบาๆ
ขณะอาบน้ำก็ได้ หรือจะใช้จากวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น มะขามเปียก หรือมะนาวผสมกับเกลือทะเล…

6 วิธีสังเกตว่ายาหมดอายุหรือยัง?

เชื่อว่าบ้านทุกบ้านต้องมียาสามัญประจำบ้านติดบ้านอย่างแน่นอน 
เพื่อเอาไว้ใช้ในกรณีที่คนในบ้านเกิดมีอาการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ
ซึ่งในบางครั้งพวกเราก็ซื้อมาเก็บไว้เป็นเวลายาวนานมากกระทั่งบางทีมันหมดอายุ 
ดังนั้นก่อนจะทานยาก็ควรสังเกตุว่ายาหมดอายุใช้งานหรือยัง 
ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ เพราะว่าถ้าเกิดทานยาที่หมดอายุเข้าไป 
นอกจากจะไม่ช่วยบรรเทาอาการแล้ว ยังทำให้เป็นอันตรายอีกด้วย
1. ยาผงแห้งผสมน้ำ หลังจากที่ผสมน้ำแล้วยาจะมีอายุได้ถึงวันที่ผู้ผลิตกำหนดอยู่บนฉลากเพียงแค่นั้น
2. ยาที่มีส่วนผสมของสารกันเสีย ทั้งยาที่ใช้ภายในแล้วก็ภายนอกมีอายุการใช้งานเพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น
3. ยาที่อยู่ในบรรจุของบริษัทผู้ผลิต 
ที่มีการเปิดใช้แล้วมีลักษณะทางกายภาพของยาเปลี่ยนไป เช่น 
สีเปลี่ยน กลิ่นไม่เหมือนเดิม รสแปลกไป ให้เลิกใช้ยาเหล่านั้นทันที
4. ยาหยอดตาหรือยาป้ายตา ถ้าเป็นยาที่ไม่เติมสารต้านการเจริญเติบโต
ของเชื้อโรคควรจะใช้ให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง 
แต่ว่าหากยามีการผสมสารต้านการเจริญเติบโตของเชื้อโรคจะมีอายุใช้งานได้นานถึง 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่เปิดใช้
5. ยาที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ของบริษัทผู้ผลิต 
สามารถสังเกตุวันหมดอายุของยาจากฉลากผลิตภัณฑ์ได้เลยทันที 
เช่น ข้างกล่อง บนแผงยา หรือข้างขวด 
สำหรับในกรณีของยาที่ระบุมาเพียงเดือนกับปีที่หมดอายุ ยาจะสามารถใช้ได้ถึงวันสุดท้ายของเดือนที่แสดงมา
6. ยาที่มีการแบ่งบรรจุออกจากบรรจุภัณฑ์เดิมของบริษัทผู้ผลิต 
ยาประเภทนี้รวมถึงยาทั้งในรูปแบบของแข็งและของเหลว 
โดยจะมีอายุแค่เพียง 1 ปีเพียงแค่นั้นนับจากวันที่แบ่งบรรจุภัณฑ์ 
แต่ถ้าเกิดผู้ผลิตกำหนดว่ามียาหมดอายุก่อน 1 ปี ให้ถือวันหมดอายุของผู้ผลิตเป็นหลัก…

สุดยอด 5 ผลไม้บำรุงสายตา

1.มะละกอ อุดมด้วยวิตามินเอ บี1 บี2 แคลเซียม และเบต้าแคโรทีน
สารต้านอนุมูลอิสระ เมื่อรับประทานจะบำรุงผิวพรรณดี ลดริ้วรอยก่อนวัย
และบำรุงสายตาได้ดี
2.เสาวรส ผลรสไม้เปรี้ยวอมหวานมีวิตามินเอสูงมากๆ
ช่วยในการทำงานของจอประสาทตาได้ดีขึ้น อีกทั้งพบว่ามีวิตามินซีมากกว่ามะนาว
จึงช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้
3.ส้ม ส้มอุดมด้วยวิตามิน ซี ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อ
เมื่อรับประทานเป็นประจำ
4.เบอร์รี่สีดำ ผลเบอร์รี่มีประโยชน์โดยตรงกับดวงตา อุดมด้วยสารแอนโทไซยานิน
ช่วยปกป้อง ชลอการเกิดต้อ และ ชลอการเกิดจอประสาทตาเสื่อม
5.มะม่วงสุก อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ฟอสฟอรัส ใยอาหาร
นอกเหนือจากสามารถยำรุงสายตาแล้วยังบำรุงเหงือกและฟัน
สามารถช่วยให้ผิวพรรณสดใสขึ้น…
และสามารถลดสิวและริ้วรอยก่อนวัยได้เป็นอย่างดี.…

โรคลมชักในเด็ก หายสนิทได้ ไม่ต้องรับประทานยากันชักตลอดชีวิต

โรคลมชัก เป็นโรคที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของผู้ที่เป็นโรคนี้
เนื่องจากในบางคนที่อาการชักยังควบคุมได้ไม่ดีบางทีอาจเกิดอาการซึ่งบางทีอาจไม่รู้สติ 
ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เป็นผลให้เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งบางครั้งบางทีอาจเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต 
ในสมัยก่อนโรคลมชักไม่ได้รับความสนใจจากแพทย์นักเนื่องจากการดูแลรักษายังไม่ให้ผลดีสักเท่าไหร่
แล้วก็คนไข้โดยมากจะต้องรับประทานยาตลอดชีวิต แต่ว่าขณะนี้การดูแลรักษาโรคลมชักได้รับการพัฒนาไปมา
มียาหลายชนิดและการรักษาหลายวิธีการที่จะช่วยในการควบคุมอาการได้ดีขึ้นหรือหายขาดได้ 
โดยยิ่งไปกว่านั้นโรคลมชักในเด็กที่มีโอกาสหายขาดได้จากรักษาต่อเนื่องที่ถูกต้อง 
จนถึงสามารถหยุดยาได้ไม่ต้องกินยาตลอดชีวิตเช่นที่เคยเข้าใจกันมา

ความอันตรายของโรคลมชัก
โรคนี้อันตรายตรงที่อาการชักบางทีอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาแล้วก็บางทีอาจไม่มีอาการเตือน 
ส่วนใหญ่แล้วอาการมักไม่ร้ายแรงและก็เกิดเป็นระยะเวลาสั้นๆแต่บางบุคคลอาจมีอาการร้ายแรง 
หรือชักอาการชักเกร็งนานๆก่อกวนการหายใจซึ่งอาจจะทำให้สมองได้รับออกสิเจนลดลงส่งผลต่อสมองในระยะยาว 
หรือบางบุคคลบางทีอาจได้รับภยันตรายต่อร่างกาย อย่างเช่นที่ศีรษะ 
ต่อแขนขาที่ฟาดของแข็งระหว่างอาการชัก หรือเกิดอุบัติเหตุระหว่างอาการชักได้ 
แต่ถ้าหากรับการดูแลรักษาต่อเนื่องรวมทั้งคนเจ็บปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม
โอกาสที่จะเกิดอาการชักซ้ำจะลดน้อยลงทำให้อันตรายที่เกิดตามมาก็จะลดน้อยลงไปด้วยเช่นกัน

การรักษาโรคลมชักในเด็ก
ปัจจุบันนี้หมอให้ความสนใจเรื่องการรักษาโรคลมชักเยอะขึ้น 
มีการปรับปรุงองค์ความรู้เพื่อรักษาโรคลมชักอย่างเห็นผล 
ในขณะนี้มียากันชักหลายชนิดที่แพทย์สามารถเลือกใช้ในการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน 
ในกรณีที่การรักษาด้วยยาไม่ได้ผลก็มีวิธีการรักษาอื่นๆเช่นการผ่าตัด 
การกำหนดอาหารที่จะช่วยลดอาการขัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคลมชักในเด็กมีที่บางประเภทที่หายขาดได้เองเมื่อแก่ขึ้น
และบางชนิดซึ่งสามารถรักษาให้หายสนิทได้ด้วยการรักษาด้วยยาซึ่งหมอสามารถหยุดยานั้นๆ
ได้ภายหลังรับประทานเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมผู้ป่วยจึงไม่ต้องกินยากันชักต่อเนื่องตลอดชีวิต

ไม่อยากป่วยเป็น “อัมพฤกษ์-อัมพาต” ตอนแก่ จะต้องหมั่นดูแลตัวเอง

โรคอัมพฤกษ์อัมพาต เป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดความพิการแขนขาอ่อนแรง 
ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลงหรือไม่ได้เลย หากรุนแรงอาจถึงแก่ชีวิต 
ก็เลยเป็นอาการป่วยที่หลายคนกลัว แต่โรคนี้สามารถคุ้มครองป้องกันได้โดยดูแลตนเองให้ดีเพื่อลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคลงได้

อัมพฤกษ์อัมพาต เป็นยังไง?
อัมพฤกษ์อัมพาต เป็น โรคเส้นเลือดสมอง หรือ Stroke
เป็นอาการไม่ปกติของระบบประสาทที่เกิดขึ้นทันทีทันใดจากเนื้อสมองขาดเลือด 
หรือเลือดไปเลี้ยงได้น้อยลงจากหลอดเลือดแดงที่ ตีบอุดตัน หรือ แตก 
ส่งผลให้เนื้อสมองถูกทำลาย โดยมีอาการแสดงอยู่นานกว่า 24 ชั่วโมง 
ส่วนในรายที่มีภาวะสมองขาดเลือดแบบชั่วคราว (transient ischemic attack: TIA)
จะมีลักษณะของโรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นชั่วขณะแล้วหายไปเองภายใน 1 วัน 
หรือบางทีอาจเกิดขึ้นได้หลายครั้งก่อนจะมีอาการสมองขาดเลือดแบบถาวร 
ซึ่งโรคหลอดเลือดสมองที่เกิดขึ้นจะมีอาการมากหรือน้อยแตกต่างกันไปขึ้นกับตำแหน่งและบริเวณของสมองที่ขาดเลือดไปเลี้ยง

อาการแสดงของอัมพฤกษ์อัมพาต (โรคหลอดเลือดสมอง)
ลักษณะของโรคหลอดเลือดสมองที่พบ ได้แก่ หน้าเบี้ยว แขนขาชาหรืออ่อนแรง 
พูดไม่ชัดเจน พูดไม่ออก การมองเห็นผิดปกติ เวียนศีรษะ เดินเซ ซึมลง หรือปวดศีรษะรุนแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ประเภทและสาเหตุของอัมพฤกษ์อัมพาต (โรคหลอดเลือดสมองได้แก่
1.
หลอดเลือดสมองตีบ,อุดตัน คือ หลอดเลือดแดงที่นำเลือดไปเลี้ยงสมองมีการตีบหรือมีการอุดตัน 
จะส่งผลทำให้สมองขาดเลือดไปเลี้ยง เป็นผลให้สมองส่วนนั้นไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ 
เกิดขึ้นได้จากหลายกรณี เช่น สูงอายุ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง 
มีภาวะโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ส่วนสาเหตุของหลอดเลือดสมองตีบจะเกิดจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด 
ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ มีความยืดหยุ่นและก็ประสิทธิภาพในการลำเลียงเลือดลดลง
2.
หลอดเลือดสมองแตก คือ อาการที่หลอดเลือดแดงในสมองฉีกขาด 
ทำให้เกิดเลือดไหลในสมอง ซึ่งเกิดได้จากหลายกรณีดังเช่นว่า 
ภาวะความดันโลหิตสูง,หลอดเลือดสมองโป่งพองหลอดเลือดผิดปกติแต่กำเนิด ฯลฯ

หนาวแล้ว อย่าละเลยแสงแดด

แม้จะเข้าฤดูหนาวอย่างเป็นทางการแล้ว
ก็ไม่ได้หมายความว่าจะละเลยแสงแดดที่ยังคงทำหน้าที่เหมือนเดิม 365 วัน
แม้อากาศจะเย็นก็ตาม
และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ทำให้ไม่ว่าวัยไหนก็ต้องดูแลผิวจากรังสียูวี
ตัวร้ายที่สามารถทำร้ายผิว ทำให้เกิดริ้วรอยที่ไม่พึงประสงค์
หยุดการทำงานของคอลลาเจน และยังไปกระตุ้นโอกาสการเป็นมะเร็งผิวหนัง โดย 1
ใน 5 ของชาวอเมริกันพบว่า เป็นมะเร็งผิวหนังจุดใดจุดหนึ่งในร่างกาย

สำหรับชาว 40 พลัส แสงแดด นับเป็นสาเหตุทำให้ผิวแก่ก่อนวัยอันควร
โดยเฉพาะผู้ที่ละเลยการทาครีมกันแดดในช่วงวัย 20 หรือ 30
ยิ่งทำให้ผิวหน้ามีริ้วรอยมากกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน
แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะทาครีมกันแดดตั้งแต่วันนี้เพื่อลดโอกาสการเกิดริ้วรอยในอน
าคต รวมถึงต้องใช้ครีมบำรุงเพื่อฟื้นฟูผิวที่ถูกแสงแดดทำร้าย
อย่างเซรั่มวิตามินซีที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
ช่วยบำรุงผิวที่ถูกแสงแดดเล่นงาน และช่วยป้องกันรังสียูวีได้บ้างเล็กน้อย

และอีกหนึ่งทางช่วยคือ
การกินอาหารที่มีส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระและอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3
เช่น อาหารจำพวกปลาและอาหารทะเล โดยเฉพาะปลาน้ำเย็น เช่น แซมอน
แมคเคอเรล ทูน่า และซาร์ดีน
จะช่วยในการบำรุงผิวจากภายในเป็นพลังคูณสองให้สวยได้ท่ามกลางแสงแดด…

ไม่มีฟันอย่ามองข้าม สาเหตุหลัก ทำผู้สูงอายุขาดสารอาหาร

คนสูงอายุเป็นวัยที่มากไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆจากความเสื่อมสภาพของร่างกายรวมทั้งภาวะการ “ไม่มีฟัน”
ซึ่งมีต้นเหตุมาจากการสูญเสียฟันไปตามอายุขัย ซึ่งทำให้เกิดภาวะ “ขาดสารอาหาร” ตามมา

สาเหตุการสูญเสียฟันในผู้สูงอายุ
ในความเป็นจริงแล้วฟันเป็นอวัยวะที่สามารถอยู่กับมนุษย์ได้ทั้งชีวิต
ถ้าหากมีการรักษาที่ดีตั้งแต่อายุยังน้อย แต่พบว่าบางรายดูแลฟันได้ไม่ดีพอ
ก็เลยเกิดภาวะสูญเสียฟันในวัยสูงอายุตามมา ปัญหาที่นำมาซึ่งการสูญเสียฟัน ได้แก่
*ฟันผุมากจากการทำความสะอาดได้ไม่ดีและปล่อยให้ลุกลามจนกระทั่งมีการผุกร่อนของฟัน
จนถึงในที่สุดตัวฟันอาจจะเเตกหักจนหลงเหลือแต่รากฟันและต้องถูกถอนออกในที่สุด
*การดูแลรักษาสุขภาพอย่างไม่ถูกแนวทางส่งผลให้เกิดหินปูนตามตัวฟันส่งผลให้เหงือกอักเสบ
แล้วก็ถ้าหากปล่อยทิ้งเอาไว้จะลุกลามและทวีความรุนเเรงจนถึงก่อให้เกิดการอักเสบต่อกระดูกเบ้าฟัน
การอักเสบนี้จะส่งผลให้กระดูกล้อมรอบฟันละลายลงไปเรื่อยๆ
หากไม่มีการดูแลและรักษาอย่างไม่ถูกวิธีจนกระทั่งสูญเสียฟันไป
*เป็นผลมาจากการดูแลสุขภาพในโพรงปากไม่ดีพอในวัยที่อายุยังน้อย มีการสูญเสียฟันตั้งเเต่อายุน้อย
*ไม่พบหมอฟันเพื่อตรวจสุขภาพช่องปากอย่างสมำเสมอ (ควรจะพบทันตแพทย์ทุก6-12เดือน)
*ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องว่าควรมาพบหมอฟันเมื่อมีอาการเท่านั้น

ผลกระทบจากการสูญเสียฟัน
*เคี้ยวอาหารบางประเภทไม่ได้
โดยเฉพาะอาหารที่มีลักษณะเหนียว แข็ง เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ฯลฯ
*เคี้ยวของกินได้ยากลำบาก
บางรายใช้ฟันที่เหลืออยู่เคี้ยวของกินให้อ่อนลงและใช้เหงือกบดอาหารต่อ
*หลีกเลี่ยงการทานอาหารบางชนิด
ทำให้ได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ เกิดภาวะขาดสารอาหารในที่สุด

การดูแลสุขภาพฟัน
การรักษาสุขภาพช่องปากเหมือนกับการดูเเลสุขภาพร่างกาย
ดังนั้นเด็ก ผู้ใหญ่และคนสูงอายุ ควรจะหมั่นพบทันตแพทย์ทุก 6-12 เดือน
เพื่อช่องปากอยู่ในสุขภาพที่ดี ไม่ใช่เพียงไปพบทันตแพทย์เมื่อมีปัญหา
เเต่เป็นการดูเเลและป้องกันเพื่อรักษาสุขภาพช่องปากของเราให้แข็งเเรงสมบูรณ์เช่นเดียวกับร่างกายของเรา…

ความประพฤติความรุนแรง เป็นอาการทางจิตเวชหรือเปล่า?

พฤติกรรมความรุนแรง ไม่ว่าจะด้วยการกระทำหรือคำพูด
การทำร้ายร่างกาย การด่าทอเสียดสี ล้วนทำให้เกิดผลเสียหลายชนิด
ทั้งต่อตนเองแล้วก็คนอื่นๆ พฤติกรรมความรุนแรงยังก่อให้เกิดความอันตรายต่อชีวิต
และทรัพย์สินได้อีกด้วย หลายคนยังสงสัยอยู่ว่าพฤติกรรมนี้เรียกว่าอาการป่วยทางจิตเวชหรือไม่
สามารถรักษาได้หรือไม่ได้อย่างไร คือที่มาของการนำเสนอข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวชโดยเฉพาะ

ทำความเข้าใจ พฤติกรรมความรุนแรง และอาการทางจิตเวช
พฤติกรรมความรุนแรง แสดงออกถึงความก้าวร้าว เช่น ด่าทอเสียดสี
ทำร้ายร่างกาย รวมไปถึงการก่ออาชญากรรม อาจไม่ใช่อาการทางจิตเวชเสมอไป
ขึ้นอยู่กับระดับความร้ายแรงของความประพฤติส่วนบุคคล จำต้องพิจารณาหลายด้านประกอบกัน
แต่ว่าถึงอย่างไรก็แล้วแต่พฤติกรรมความรุนแรงบางประเภทก็มีสาเหตุมาจากอาการด้านจิตเวชได้

การกระทำความรุนแรง เกิดขึ้นจากอะไรบ้าง?
ภาวะทางอารมณ์
เกิดจากการถูกกดดัน หรือถูกรบกวนทางอารมณ์
ทำให้เกิดภาวะโกรธ หงุดหงิด บางรายอาจแสดงพฤติกรรมความรุนแรงออกมาได้
ซึ่งพฤติกรรมที่เกิดจากสาเหตุนี้มักมีเป็นครั้งเป็นคราวไม่ใช่ทุกครั้ง
แล้วก็การแสดงออกไม่ถึงขั้นทำร้ายร่างกายคนอื่น จึงปลอดภัย
สามารถเกิดได้กับคนทั่วไปไม่จำเป็นที่ต้องป่วยเป็นโรค

โรคทางจิตเวช
ผู้ป่วยทางจิตเวชบางรายบางทีอาจแสดงกริยาความร้ายแรงออกมาได้ในบางกรณี
อาจมีปัจจัยมาจากการขาดยา ทำให้มีลักษณะอาการหวาดระแวง จิตหลอน
หรือในบางรายมีปัญหาทางด้านอารมณ์บางอย่าง เช่น อารมณ์หงุดหงิด
อารมณ์ซึมเศร้า หากมีอาการมากๆอาจส่งผลให้เกิดพฤติกรรมรุนแรงได้
รวมทั้งโรคสมาธิสั้น ที่อาจก่อให้อารมณ์เสีย รวมทั้งข่มใจได้ยาก
จึงแสดงออกในรูปแบบของพฤติกรรมความรุนแรง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นโรคจิตเวชก็ไม่ได้ส่งผลให้แสดงพฤติกรรมความรุนแรงเสมอไป…

“แพทย์” แนะแนวทางลดหุ่นอย่างเห็นผลที่สุด

ศ. นพ. ปารยะ อานะเสน ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 
ได้แนะนำวิธีการลดความอ้วนและก็ไขมันอย่างมีประสิทธิภาพให้พวกเราได้เข้าใจแล้วก็ลองทำดู งั้นพวกเราไปดูกันเลยดีกว่าว่ามีแนวทางอะไรบ้าง

*หลีกเลี่ยงการกินน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่ใส่นมข้นหวาน นมเปรี้ยว นมปรุงแต่งรสต่างๆ
แล้วก็เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะมีแคลอรี่สูงมาก 
หากต้องการดื่มชาหรือกาแฟ ให้ใส่นมพร่องมันเนย หรือน้ำตาลเทียมแทน 
ถ้าหากต้องการกินน้ำอัดลม จะต้องเลือกที่ใส่น้ำตาลเทียม เช่น ไดเอโค้ก เป็ปซี่แม็กซ์ ถ้าดื่มนมควรเลือกที่มีไขมันต่ำ

*หลีกเลี่ยงของกินพวกผัดและทอดทุกประเภท 
ถ้าเกิดเลี่ยงไม่ได้ควรที่จะทำการเลือกของกินที่ใช้น้ำมันพืช 
และให้เลือกกินอาหารที่ปรุงด้วยการนึ่ง ปิ้ง ต้ม ย่าง อบ เผา 
และไม่ควรจะทานแกงกะทิ แล้วก็ของกินประเภทแป้งเยอะเกินไป

*ควรจะทานผัก ผลไม้ แล้วก็น้ำ 
ให้เยอะขึ้นในแต่ละมื้อแล้วก็ควรจะเลี่ยงการทานผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน 
และผลไม้เชื่อม หรือผลไม้แห้งทุกชนิด รวมทั้งของกินเล่น ของหวาน 
หรือของกินที่มีกะทิหรือน้ำตาลมาก และการทานของจุบจิบระหว่างมื้อ

*เลี่ยงการทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอสูง หรือมีไขมันอิ่มตัวสูง 
เพราะมีแคลอรี่สูง ไขมันสัตว์ เครื่องในและสมองสัตว์ หนังสัตว์ รวมทั้ง อาหารทะเลบางประเภท

*ควรจะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นระยะเวลาต่อเนื่องกัน วันละ20-30 นาที 
ขั้นต่ำสัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้ง โดยเป็นการออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น 
หายใจเร็วขึ้น เช่น วิ่ง เดินเร็ว ขึ้นลงบันได ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เตะบอล เล่นเทนนิส หรือแบดมินตัน
การออกกำลังกายต้องสมดุลกับการควบคุมอาหารด้วย 
เพราะถ้าหากไม่คุมอาหารแต่ไปออกกำลังกายก็ทำให้ผอมลงไม่ได้แน่ๆ 
ดังนั้นต้องการผอม หุ่นดีจะต้องควบคุมการรับประทานอาหารด้วย

อาการตาพร่ามัว รักษาได้

อาการตาพร่ามัวเป็นอีกหนึ่งปัญหาของการมองเห็นผิดปกติ 
คนป่วยจะมองภาพไม่ชัดเจน หรือเห็นภาพเลือนลาง 
หากว่าเป็นมาจะไม่สามารถจำแนกได้ว่าภาพนั้นเป็นอย่างไร 
มีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันโดยตรง อาการตาพร่ามัวยังเป็นสัญญาณอันตรายของโรคร้ายบางอย่าง 
ที่ทำให้เกิดภาวะพิการทางสายตาได้ อาทิ โรคต้อหิน โรคต้อกระจก เป็นต้น 
อาการตาพร่ามัวจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม 
หากได้รับการรักษาภายในเวลาที่เหมาะสม 
อาการดังกล่าวก็สามารถหายได้และป้องกันการเกิดโรคร้ายที่รุนแรงได้

ลักษณะของอาการตาพร่ามัว
การมองเห็นที่ผิดปกติในลักษณะของการมองภาพไม่ชัดเจน 
รวมถึงค่าสายตามีความผิดปกติแบบก้าวกระโดด ยกตัวอย่างอาการตาพร่ามัว ดังต่อไปนี้
*
วัตถุเดิมที่เคยมองเห็นชัดเจนกลายเป็นภาพเบลอ
*
ค่าสายตาเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดภายในเวลาสั้นๆเช่น 
เคยวัดค่าสายตาพบว่าสั้น 200 หลังจากนั้นไม่กี่เดือนกลายเป็นสั้น 500
*
มองเห็นแสงสะท้อน เช่น ขณะขับขี่ยานพาหนะเห็นภาพสะท้อนจนไม่สามารถขับขี่ต่อไปได้ 
หรือดูดวงจันทร์แล้วมองเห็นเป็นเงาสะท้อน ฯลฯ
*
ดูบริเวณใบหน้าคนเป็นฝ้ามัว หรือบริเวณใบหน้าบุคคลนั้นความจริงแล้วมีสิวรวมทั้งริ้วรอยต่างๆกลับเห็นเป็นใบหน้าเนียนเรียบ
*
มองดูตัวอักษรไม่ชัดเจน ไม่สามารถที่จะอ่านหนังสือได้
*
มองดูภาพสีผ่องใสกลายเป็นสีจาง
*
มองดูภาพแคบลง เดินชน หรือขับรถชน ด้านข้าง